head-watnongkratum
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม(สังฆรักษ์ราษฎร์บำรุง)
วันที่ 3 สิงหาคม 2021 12:47 PM
head-watnongkratum
โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม(สังฆรักษ์ราษฎร์บำรุง)
หน้าหลัก » นานาสาระ » เส้นทางประชาธิปไตยไทย

เส้นทางประชาธิปไตยไทย

อัพเดทวันที่ 12 พฤศจิกายน 2020

เส้นทางประชาธิปไตยไทย ตอนที่ 1

เส้นทางประชาธิปไตยไทย

เส้นทางประชาธิปไตยไทย ท่านอาจจะไม่ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นบุคคลผู้วางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยเอาไว้ให้กับเราตั้งแต่พระองค์ท่านยังเป็นพระมหากษัตริย์ ในบทความนี้ผมจะขอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแนวคิดและการกระทำของพระองค์ในการวางรากฐานประชาธิปไตยให้แก่ประเทศของเรา จนกระทั่งถึง เหตุการณ์ปฏิวัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองปีพ.ศ.2475

 

รากฐานประชาธิปไตยที่เริ่มต้นในรัชกาลที่ 5 

เมื่อ ร.ศ.103 หรือพ.ศ.2427 กลุ่มเจ้านายที่ได้รับการศึกษาจากยุโรปถวายเอกสาร ข้อเสนอต่อรัชกาลที่ 5 ขอให้มีการนำรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองเหมือนประเทศยุโรป การนำเสนอนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในเรื่องประชาธิปไตย เอกสารฉบับนี้เสนอให้มีรัฐธรรมนูญ มีคณะรัฐบาลโดยพระเจ้าอยู่หัวยังเป็นประธานของบ้านเมือง เนื่องจากบ้านเมืองกำลังตกอยู่ในการคุกคามของตะวันตก บ้านเมืองควรจะมีระบบการปกครองที่ทันสมัยและเข้มแข็งพอจะต่อสู้อยู่ได้ พระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวตอบว่าพระองค์ตระหนักถึงอันตรายนี้ดีและไม่ต้องห่วงว่าจะทรงขัดขวางในการสูญเสียอำนาจสูงสุด เพราะพระองค์ต้องการอำนาจเพียงปานกลาง และต้องการให้ข้าราชการทำงานกันได้อย่างเสรีและรวดเร็ว โดยพระองค์จะหาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมาช่วยงานเป็นที่ปรึกษา หากทำได้สำเร็จตามนี้การอื่นๆ ก็จะสำเร็จด้วย 

โดยในความเป็นจริงพระเจ้าอยู่หัวทรงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2416 ได้ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ แต่สภาทั้งสองก็ไม่ได้เสนอความเห็นในการปรับปรุงการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม 

ภายหลังมีการศึกษาของนักประวัติศาสตร์ไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า ได้มีการค้นพบสำเนาของร่างรัฐธรรมนูญครั้งรัชกาลที่ 5 เรียกกันว่า “ร่างรัฐธรรมนูญแผ่นดินของพระปิยมหาราช” แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร่าง แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่ารัชกาลที่ 5 ทรงส่งเสริมแนวทางของประชาธิปไตยและวางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่รัชกาลของพระองค์แล้ว และทรงมีดำริที่จะให้พระราชโอรสของพระองค์เป็นผู้มอบรัฐธรรมนูญและรัฐสภาให้กับประชาชนต่อไป

 

รัชกาลที่ 6 กับแนวทางชาตินิยม

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ ขณะนั้นประเทศจีนมีการล้มล้างราชวงศ์แมนจูและเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐสำเร็จ ทำให้กระแสความคิดประชาธิปไตยในเมืองไทยมีมากขึ้น จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่ากบฎ ร.ศ. 130 ขึ้นในปีพ.ศ.2454 โดยกลุ่มคนที่ต้องการโค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยได้ก่อการกบฏขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้พระเจ้าอยู่ยอมลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และถ้าไม่ทรงยินยอมก็จะเชิญเจ้านายในราชวงศ์จักรีพระองค์หนึ่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐไทย 

กลุ่มผู้ก่อการกบฏครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นนายทหารหนุ่มในระดับนายร้อย แต่การก่อการก็ทำไม่สำเร็จ ผู้ก่อการทั้ง 91 คนถูกข้อหากบฏ โดยคณะตุลาการได้ตัดสินประหารชีวิต 3 คน ส่วนคนที่เหลือมีจำคุกตลอดชีวิต 20 คน และจำคุก 20 ปีลงมาถึง12 ปี 68 คน แต่ภายหลังพระเจ้าอยู่หัวทรงลดหย่อนโทษให้โดยลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต 3 คน จำคุก 20 ปี จำนวน 20 คน ส่วนที่เหลือรอลงอาญาไว้

แต่เดิมพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งใจจะประทานรัฐธรรมนูญและจัดตั้งสภาให้แก่ราษฎรตามที่ พระราชบิดาทรงดำริไว้ เนื่องจากพระองค์เองเคยศึกษาที่อังกฤษจึงทรงนิยมระบอบรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการทัดทานจากเสนาบดีและที่ปรึกษาชาวอังกฤษ เนื่องจากเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษาและไม่เข้าใจระบบรัฐสภา จึงทรงดำริจะสร้างเมืองสมมติขึ้นเพื่อจำลองระบบประชาธิปไตยขึ้นทดลองใช้ปกครองในเมืองนี้เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนก่อน

 

ดุสิตธานีเมืองจำลองประชาธิปไตย

รัชกาลที่ 6 สรงสร้างเมืองจำลองขนาดเล็กบนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ในพระราชวังพญาไท ทรงตั้งชื่อให้ว่า “ดุสิตธานี” ให้มีพรรคการเมือง และให้มีการเลือกตั้ง แต่การจัดสร้างเมืองจำลองนี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และไม่ทรงใส่ใจที่จะนำไปใช้จริง แม้จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางท่านเสนอขอนำไปทดลองใช้ในบางจังหวัดแต่เรื่องก็เงียบหายไป

 

ความคิดเรื่องชาตินิยม

ภายหลังจากที่เกิดเหตุกบฏร.ศ130 ขึ้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 กลับมีความคิดว่าประชาชนไทยยังไม่พร้อมกับระบอบประชาธิปไตยและทรงยึดมั่นอยู่กับระบอบราชาธิปไตยเช่นเดิม โดยทรงสร้างกระแสเรื่องชาตินิยมขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนมีความรักชาติและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทรงจัดตั้งกองลูกเสือและเสือป่าและทรงนิพนธ์เพลงปลุกใจให้รักชาติเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามแนวพระดำริของพระองค์ในเรื่องความไม่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตยนี้กลับส่งผลให้กระแสการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยของราษฎรมีมากขึ้นกว่าเดิม

 

รัชกาลที่ 7 กับการเตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เดิมคือเจ้าฟ้าประชาธิปกเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ 6 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ประเทศชาติประสบปัญหา สถานะของราชวงศ์ประสบความตกต่ำ ราษฏรขาดความศรัทธาเชื่อถือ สถานะทางการคลังย่ำแย่ ข้าราชการฉ้อฉล พระองค์จึงต้องทรงเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้

ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ทรงจัดการด้านการปกครอง โดยการปกครองส่วนกลาง ให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ตัดอัตราตำแหน่งราชการที่ซ้ำซ้อน ยุบกระทรวงลงจาก 12 กระทรวงเหลือ 10 กระทรวง ส่วนการปกตรองส่วนภูมิภาค ยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ลดฐานะของจังหวัดบางจังหวัดเป็นอำเภอ เริ่มทดลองการปกครองแบบเทศบาลเพื่อให้ราษฎรเรียนรู้เรื่องการปกครองตนเอง

จากปัญหาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นทำให้ทรงเชื่อว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศสยามได้ โดยทรงประสงค์ที่จะดำเนินการเป็นขั้นๆ เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมก่อน ทรงมอบหมายให้พระยาศรีวิสารวาจาและนายเรมอนด์ สตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยทรงดำริจะพระราชทานให้แก่ประชาชนในวันพระราชพิธีฉลองกรุงเทพมหานครครบ 150 ปี ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475 แต่ได้รับการทัดทานจากสภาที่ปรึกษาจึงทรงชะลอไว้ก่อน จนกระทั่งเกิดเหตุการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร

 

ปฎิวัติ 2475

คณะราษฎรเกิดจากการรวมตัวกันของบุคคลกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วยสายพลเรือน นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) สายทหารเรือนำโดย น.ต. หลวงสินธุสงครามชัย สายทหารบกชั้นยศน้อย นำโดย พ.ต.หลวงพิบูลย์สงคราม สายทหารชั้นยศสูง นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา, พ.อ.พระยาทรงสุรเดช, พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคนีย์ รวมตัวกันโดยมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฏหมาย คณะราษฎรได้วางแผนที่จะยึดอำนาจโดยเฉียบพลันและหลีกเลี่ยงการนองเลือด

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรได้ลวงให้ทหารบกและทหารเรือประมาณ 2,000 นาย มารวมกันหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมโดยลวงว่า ให้มาชมการฝึกยุทธวิธีทหารแบบใหม่ จากนั้นได้นำกำลังเข้ายึดพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อใช้เป็นที่ทำการ และนำกำลังเข้าควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ อาทิ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต, กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์, กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จากนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนาได้อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นคณะราษฎรมีจดหมายทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล ขอให้เสด็จกลับพระนครและมาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ทรงตอบกลับใน 1 ชั่วโมงคณะราษฎรจะพิจารณาเลือกเจ้านายพระองค์หนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์แทนภายใต้รัฐธรรมนูญ พระเจ้าอยู่หัวทรงตอบรับตามความประสงค์ของคณะราษฎรเพราะเป็นพระประสงค์ของพระองค์อยู่ก่อนแล้ว และไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดของราษฎร 

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงพระนคร คณะราษฎรเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ และต่อมาคณะราษฎรได้จัดทำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ขึ้นทูลเกล้าถวายรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระนาม ต่อมาอีก 5 เดือน จึงเกิด รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2475

นับแต่วันนั้นถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่มีมายาวนานและเป็นการเริ่มต้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต้องยอมรับความจริงว่าเกิดจากแนวความคิดและการดำเนินการของพลเรือนกับทหารกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ราษฎรทั่วไปส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของประชาธิปไตยรวมถึงสิทธิและหน้าที่และไม่รู้จะปฏิบัติตนอย่างไรจึงทำได้เพียงเป็นผู้เฝ้าดูเท่านั้น

 

 

นานาสาระ ล่าสุด
Banner 1
Banner 2
Banner 3
Banner 4